3 พื้นที่หลากฟังก์ชัน ผสมผสานในงานรีโนเวต ตึกแถวหน้าแคบให้โดดเด่นด้วยบันไดวน
June, 2025
เมื่อสตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมอย่าง S.O.S Architects ต้องการขยายพื้นที่การทำงาน เนื่องจากออฟฟิศเดิมมีขนาดเล็ก ไม่รองรับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังขาดห้องประชุม พื้นที่เก็บวัสดุ และพื้นที่สำหรับรับรองแขก จึงได้ย้ายสำนักงานมายังตึกแถวในย่านสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ แล้วรีโนเวตอาคารให้กลายเป็นออฟฟิศแห่งใหม่ที่ผสานหลากหลายฟังก์ชัน เพื่อให้ไม่เพียงรองรับการใช้งานภายในเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในหลาย ๆ ทางในอนาคตได้อีกด้วย
.
ตึกแถวแห่งนี้เป็นอาคารหน้าแคบเพียง 4 เมตร อายุเก่าแก่กว่า 30 ปี เดิมมีสภาพทรุดโทรมจากการปล่อยร้างขาดการใช้งานและการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ในการรีโนเวตพื้นที่ภายในจึงจำเป็นต้องถูกรื้อถอนเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงโครงสร้างหลักเป็นฐานในการปรับปรุง และเพื่อให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
S.O.S Architects ผู้เป็นทั้งสถาปนิกและเจ้าของตึกจึงออกแบบการใช้งานอาคารให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพิ่มเติมหน้าที่ให้นอกเหนือจากสำนักงานสถาปนิกของพวกเขา โดยมีชั้นล่างเป็นพื้นที่ปล่อยเช่าสำหรับร้านอาหาร โดยผู้ออกแบบได้เตรียมงานระบบไฟฟ้าและประปาไว้รองรับผู้เช่าในอนาคต ต่อมาชั้นสองและชั้นลอย จึงใช้เป็นพื้นที่สำนักงานของ S.O.S Architects เอง ซึ่งออกแบบให้รองรับการทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย ชั้นบนสุด ได้ดัดแปลงเป็นที่พักให้เช่าในรูปแบบ Airbnb เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
.
เนื่องจากทั้ง 3 ฟังก์ชันหลักของอาคารมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน จึงต้องการความเป็นส่วนตัวในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน การออกแบบ Circulation หรือทางสัญจรภายในอาคารจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ คำตอบของโจทย์นี้คือ “บันไดวน” ซึ่งกลายมาเป็นพระเอกของอาคาร ทำหน้าที่ทั้งเป็นทางสัญจรแนวตั้งและองค์ประกอบฟาซาดของสถาปัตยกรรมไปในตัว ในเชิงฟังก์ชันบันไดวนนี้ตอบโจทย์อาคารอย่างตึกแถวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะใช้พื้นที่น้อยที่สุด เหมาะกับข้อจำกัดของอาคารที่มีหน้าแคบเพียง 4 เมตร อีกทั้งยังช่วยแบ่งสัดส่วนการเข้าถึงของแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ส่วนในเชิงการออกแบบบันไดวนยังสร้างคาแรกเตอร์เฉพาะตัวให้กับอาคาร โดยสถาปนิกได้เลือกใช้วัสดุเป็นเหล็กแผ่นดัดขึ้นรูปและติดตั้งด้วยระบบแห้ง (Dry Process) ทำให้ประหยัดเวลาในการก่อสร้าง และยังสะท้อนความชอบของผู้ออกแบบที่หลงใหลในงานออกแบบสไตล์อินดัสเทรียล เน้นโครงสร้างเปลือยและการสำแดงคุณสมบัติของวัสดุอย่างตรงไปตรงมา
.
ในพื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ สถาปนิกยังมีไอเดียการแบ่งพื้นที่และการใช้วัสดุที่น่าสนใจในแต่ละส่วน เช่น ในพื้นที่สตูดิโอออกแบบของ S.O.S Architects ที่ถูกจัดวางไว้บริเวณชั้น 2 ได้มีการแบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจนตามระดับความเป็นส่วนตัวและลักษณะการใช้งานเริ่มจาก โซนด้านหน้าทำหน้าที่เป็นพื้นที่ต้อนรับลูกค้า ออกแบบให้แยกจากพื้นที่ทำงานหลัก เพื่อป้องกันการรบกวนและรักษาบรรยากาศการทำงานภายใน
ถัดมาเป็นห้องทำงานของไดเรคเตอร์ แม้จะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ แต่ผู้ออกแบบเลือกใช้ “กระจกลอนลูกฟูก” เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นส่วนตัว ช่วยให้ห้องรู้สึกโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัด ถัดจากนั้นคือพื้นที่ทำงานของเหล่าสถาปนิกรองรับทีมงานได้ประมาณ 15 คน โดยมีการออกแบบทางเข้าแยกต่างหากเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินผ่านห้องของไดเรคเตอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและไม่รบกวนกัน นอกจากนี้ พื้นที่สตูดิโอ ยังมีชั้นลอย (Mezzanine) ใช้เป็นห้องประชุมและพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับกิจกรรมภายใน เช่น การนันทนาการ หรือการระดมไอเดียร่วมกันของทีม
.
ชั้นบนสุดของอาคารหน้าแคบหลังนี้ ออกแบบให้เป็นพื้นที่พักอาศัยในรูปแบบธุรกิจให้เช่า (Airbnb) ภายใต้ชื่อ “Designer Penthouse in the City” รองรับผู้เข้าพักได้สูงสุด 4 ท่าน โดยผู้เข้าพักส่วนมากเป็นกลุ่มลูกค้าหลักซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่มาพักระยะยาวมากกว่า 1 สัปดาห์ ขึ้นไป ภายในชั้นเดียวยังสามารถจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัวแม้จะอยู่ในอาคารที่มีข้อจำกัดด้านขนาดเมื่อขึ้นมาจากบันไดวนจะพบกับ โซนพักผ่อนด้านหน้าที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับนั่งเล่น หรือดื่มกาแฟ พร้อมรับแสงธรรมชาติ
จากนั้นเข้าสู่พื้นที่ห้องนั่งเล่นมาพร้อมโซฟาเบดขนาด 5 ฟุต สามารถปรับเป็นเตียงนอนได้เพื่อรองรับผู้เข้าพักเพิ่มเติม ติดกันคือมุม Bar Pantry ขนาดกะทัดรัด สำหรับปรุงอาหารง่าย ๆ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่นิยมทำอาหารเอง โดยเฉพาะนักเดินทางที่เข้าพักระยะยาว ด้านในสุด คือห้องนอนหลัก เลือกใช้เตียงคิงไซซ์ขนาด 6 ฟุต พร้อมห้องน้ำขนาดใหญ่ที่มาพร้อมอ่างอาบน้ำ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายและหรูหราเหมือนอยู่ใน “เพ้นต์เฮ้าส์” ตามชื่อที่ตั้งไว้ ส่วนสไตล์การออกแบบใช้วัสดุไม้อัดและใช้สีเด่น ๆ อย่างสีน้ำเงินในสไตล์ Mid-Century ผสมผสานกับความเป็นอินดัสเทรียล
.
นอกจากจะผสานฟังก์ชันหลากหลายไว้ในอาคารเดียว ที่นี่ยังออกแบบให้เป็น “พื้นที่ทดลอง” สำหรับการใช้งานวัสดุและเทคนิคใหม่ ๆ ซึ่งมักเป็นวัสดุที่ลูกค้าทั่วไปอาจไม่กล้าเลือกใช้ในงานจริง ด้วยแนวคิดให้ออฟฟิศทำหน้าที่เสมือนโชว์รูมขนาดย่อม
ผู้ออกแบบจึงตั้งใจทดลองวัสดุหลากหลายชนิดเพื่อให้ลูกค้าเห็นคุณสมบัติและผลลัพธ์ของวัสดุจากของจริงไม่ใช่เพียงในภาพสามมิติเท่านั้น เช่น การใช้ผนังที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน โดยใช้เทคนิคการขัดด้วยกระดาษทราย และการใช้เครื่องเจียร (ลูกหมู) เพื่อสร้างเท็กซ์เจอร์เฉพาะ หน้าต่างอะลูมิเนียมที่เลือกใช้กรอบสีและรูปทรงไม่มาตรฐาน เพื่อทดลองการเข้ากับแสงและมุมมอง โดยรวมแล้วแนวทางการรีโนเวตนี้ จึงไม่เพียงทำให้อาคารซึ่งมีหลายฟังก์ชันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าใจและสัมผัสคุณภาพของวัสดุผ่านการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย
Source: Room Books